14 ต.ค. 2552

ป้องกัน"โน้ตบุ๊ก"ถูกขโมย!!!

สอบถามกันเข้ามาอย่างต่อเนื่อง สำหรับเจ้าของโน้ตบุ๊ก-เน็ตบุ๊กที่ต้องการฟรีแวร์เล็กๆ ไว้ป้องกัน หรือติดตามหาโน้ตบุ๊ก หากมันมีอันต้องอันตรธานหายไป(โดยหัวขโมย) โดยเฉพาะใครที่ใช้งานนอกสถานที่อยู่เป็นประจำ ล่าสุดนายเกาเหลาไปพบฟรีแวร์ที่น่าสนใจอีกตัวหนึ่ง ก็เลยนำมาฝากคุณผู้อ่านทุกท่านอีกแล้วครับ สำหรับตัวนี้มีชื่อว่า LAlarm ลองมาทำความรู้จักความสามารถคร่าวๆ ของมันกันดีกว่า เผื่อว่าจะเหมาะคุณก็ได้

ความน่าสนใจของ LAlarm ก็คือ มันเป็นโปรแกรมเล็กๆ ที่ช่วยป้องกัน หรือติดตามการถูกขโมยโน้ตบุ๊กของคุณได้ โดยสามารถส่งเสียง อีเมล์ หรือ SMS (น่าเสียดายที่โอเปอเรเตอร์บ้านเรายังไม่สนับสนุนบริการนี้?) เพื่อแจ้งให้คุณทราบ หากโน้ตบุ๊กถูกขโมย หรือเวลาที่ใครมายุ่งย่าม หรือเกาะแกะโน้ตบุ๊กของคุณ โดยเฉพาะในขณะที่เจ้าหัวขโมยถอดหน่วยความจำ USB หรือสายพาเวอร์ออก (กรณีที่ใช้ในสถานที่) นอกจากนี้โปรแกรมจะตรวจสอบ IP ของผู้ใช้ ซึ่งหากพบว่ามีการนำไปต่อเชื่อมกับเครือข่ายอื่นๆ ทั้งไร้สาย และมีสาย ก็จะส่งเสียง (เพื่อบอกให้คนแถวนั้นทราบว่า โน้ตบุ๊กถูกขโมยมา) หรือพยายามแจ้งเตือนให้คุณทราบด้วยวิธีต่างๆ ได้

LAlarm สามารถโปรแกรมให้ตอบสนองการเตือนได้หลายรูปแบบ เช่น เปิดเว็บแคม เพื่อบันทึกภาพเจ้าหัวขโมย ตลอดจนทำลายข้อมูลสำคัญๆ ในฮอาร์ดดิสก์โดยอัตโนมัติ หากถูกขโมยไป ซึ่งเจ้าของเครืองสามารถทราบได้ว่า โน้ตบุ๊กที่ถูกขโมยกำลังเชื่อมต่อกับเครือข่ายที่ใด หรือแม้กระทั่งได้รับอีเมล์พร้อมภาพใบหน้าของหัวขโมย หวังว่า LAlarm น่าจะถูกใจคุณผู้อ่านที่กังวลเรื่องโน้ตบุ๊กถูกขโมยนะครับ

1 ต.ค. 2552

ล้วงความลับการบีบอัดไฟล์

 

เชื่อว่าบรรดาผู้ใช้คอมพิวเตอร์หลายคนคงรู้จักไฟล์ที่ผ่านการบีบอัดเอาไว้ (ไฟล์ที่นามสกุล .Zip นั่นแหละครับ) กันแล้ว และคงจะทราบดีอยู่แล้วว่าสาเหตุที่เราทำการบีบอัดไฟล์นั้น ก็เพื่อลดขนาดของไฟล์ลงเพื่อให้การใช้งานเนื้อที่เก็บข้อมูลของสื่อบันทึกข้อมูลชนิดต่างๆ เช่น ฮาร์ดดิสก์ หรือซีดีรอมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะการที่เราเก็บข้อมูลในรูปของซิปไฟล์ ทำให้เราสามารถบรรจุไฟล์ลงในสื่อบันทึกข้อมูลได้ในปริมาณข้อมูลที่มากขึ้น

ไม่เพียงแต่ซิปไฟล์ (Zip) จะมีประโยชน์ต่อการเก็บลงบนสื่อบันทึกข้อมูลเท่านั้น ทั้งในแง่ของการใช้งานอินเทอร์เน็ตในด้านของความเร็วการส่งถ่ายข้อมูลจากการดาวน์โหลด หรืออัพโหลดไฟล์ที่อยู่ในรูปไฟล์นั้นจะดีกว่าไฟล์ที่ไม่มีการซิป (จะเห็นได้ชัดในกรณีที่เราเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ซึ่งมีความเร็วในการเชื่อมต่อช้า)

เมื่อเราทำการบีบอัดไฟล์แล้ว เราจะคลาย หรือ Unzip ไฟล์ที่ทำการบีบอัดเอาไว้ได้อย่างไร ? ซึ่งก็ใช้โปรแกรมที่ชื่อ WinZip นั่นแหละ บางคนอาจจะเริ่มสงสัยแล้วใช่ไหมว่า แล้วบทความเรื่องนี้กำลังจะพูดถึงอะไร ผมไม่ได้มาเล่าเรื่องการใช้งานโปรแกรม WinZip หรอกครับ เพราะต่างก็คงรู้วิธีใช้อยู่แล้ว แต่ผมจะพูดถึงกลไกการทำงานของโปรแกรมบีบอัดไฟล์ ที่ทำให้ไฟล์ต่างๆ สามารถถูกบีบอัดเอาไว้ให้มีขนาดไฟล์เล็กที่สุดนั้นมันทำได้อย่างไร

จากนี้ไปเราจะมาทำความเข้าใจกับกระบวนการบีบอัดไฟล์ที่เกิดขึ้นกันว่ามีกลไกและหลักการอย่างไร?

ค้นหาสิ่งหรือข้อมูลที่ซ้ำๆ กันในไฟล์
การบีบอัดไฟล์ เปรียบเหมือนการลดจำนวนบิต (bit) และไบต์ (byte) ของข้อมูลลง และการคลายไฟล์หรือ Unzipไฟล์ ก็คือการสร้างข้อมูลขึ้นมาใหม่จากบิต หรือไบต์ ข้อมูลที่ถูกลดจำนวนลงไปในตอนแรก โดยจะต้องสร้างให้ไฟล์ข้อมูลนั้นๆ เหมือนต้นฉบับเดิม

ขั้นตอนที่โปรแกรมบีบอัดไฟล์ใช้ในการลดขนาดของไฟล์ลง ก็คือการค้นหา "ข้อมูล" ที่ปรากฏซ้ำๆ ภายในไฟล์ต้นฉบับ เพราะไฟล์ส่วนมากที่ใช้กับคอมพิวเตอร์จะประกอบด้วยข้อมูลซ้ำๆ กันเป็นจำนวนมาก หลังจากค้นเจอข้อมูลที่ซ้ำแล้ว เจ้าโปรแกรมที่ใช้ในการบีบอัดไฟล์จะทำการกำจัดข้อมูลที่ซ้ำๆ นั้นออกไป เพื่อความเข้าใจมากขึ้น ผมจะยกตัวอย่างข้อมูลที่เป็นประโยคสุดฮิตซึ่งบางคนอาจจะเคยได้ยินมาแล้ว คือ "Ask not what your country can do for you -- ask what you can do for your country." (อย่าถามว่าประเทศชาติจะให้อะไรแก่ท่าน แต่จงถามตัวเองว่าท่านจะทำอะไรให้ประเทศชาติบ้าง)

ถ้าใครเคยได้ยินมาก่อน ก็จะทราบดีว่าเป็นสุนทรพจน์ของจอห์น เอฟ เคเนดี้ อดีตประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาผู้ล่วงลับไปแล้ว ต่อไปนี้ผมจะเรียกชื่อแบบย่อๆ คือ เจเอฟเค จากคำกล่าวนี้จะพบว่า มีคำในประโยคทั้งหมด 17 คำ ซึ่งเกิดจากตัวอักษรทั้งหมด 61 ตัว, มีช่องว่างหรือ space 16ช่อง, มีเส้นประหนึ่งเส้นประ และมีจุด full stop 1 จุด

สมมติว่า แต่ละส่วนประกอบย่อยๆ ที่กล่าวมาจะใช้เนื้อที่ในหน่วยความจำ 1 หน่วยความจำสำหรับแต่ละส่วนประกอบย่อย ดังนั้นเราจึงได้ขนาดของไฟล์ทั้งหมด (Total file size) เป็น 79 หน่วยความจำ

เป็นที่ทราบดีว่า ขั้นตอนที่โปรแกรมบีบอัดไฟล์ใช้ในการลดขนาดของไฟล์ลง ก็คือการค้นหา "ข้อมูล" ที่ปรากฏซ้ำๆ ภายในไฟล์ต้นฉบับ คำถามคือประโยคสุดฮิตของเจเอฟเค มีข้อมูลหรือคำอะไรบ้างที่ปรากฏซ้ำๆ กันบ้าง ? ก็คำพวกนี้ไงครับที่ทำให้ขนาดของไฟล์ใหญ่โตโดยไม่จำเป็น

ask มี 2 คำในประโยค
what มี 2 คำในประโยค
your มี 2 คำในประโยค
country มี 2 คำในประโยค
can มี 2 คำในประโยค
do มี 2 คำในประโยค
for มี 2 คำในประโยค
you มี 2 คำในประโยค

ถ้าเราไม่สนใจตัวอักษรตัวเล็ก หรือตัวใหญ่ที่ปรากฏในข้อความ พิจารณาอย่างคร่าวๆ จะพบว่าจะมีคำซ้ำๆ ที่เกิดขึ้นในประโยครวมแล้วมากกว่าครึ่งของจำนวนคำ (ข้อมูล) ทั้งหมดในประโยค จากคำทั้ง 9 คำที่เกิดขึ้นซ้ำๆ กันนั่นคือคำว่า -- ask, not, what, your, country, can, do, for, you คำพวกนี้ได้บอกให้รู้ถึงใจความข้อมูลส่วนมากที่เราต้องการแล้ว การที่จะสร้างข้อมูลข้อความอีกครึ่งหนึ่งของประโยคนั้น เราจะพิจารณาไปที่คำชุดแรกที่มีขนาดครึ่งหนึ่งของประโยคทั้งหมด โดยจะทำการใส่ช่องว่างระหว่างคำ และการเว้นวรรคตอนของประโยคเข้าไปในการบีบอัดข้อมูลนี้ จากนี้ไปเราจะมาดูกันว่า ระบบการบีบอัดไฟล์จะทำสิ่งที่กล่าวมานี้ได้อย่างไร

กลไกค้นคำจากฐานข้อมูลดิกชันนารีของโปรแกรม

พื้นฐานในการบีบอัดไฟล์ของโปรแกรมบีบอัดไฟล์ จะใช้หลักการอัลกอริธึ่มพื้นฐาน ที่เรียกว่า LZ adaptive dictionary-based algorithm โดยที่ LZ ก็คือชื่อของนาย Lempe lและนาย Ziv ซึ่งเป็นผู้ที่คิดค้นอัลกอลิธึมพื้นฐานที่ใช้ในการบีบอัดข้อมูลที่กล่าวถึงนี้ ส่วนคำว่า dictionary นั้นจะอ้างถึงวิธีในการทำบัญชีรายชื่อของข้อมูลแต่ละชิ้น สำหรับระบบในการจัดเตรียมดิกชันนารีนั้นจะแตกต่างกันไปในแต่ละโปรแกรมบีบอัดไฟล์ แต่ดิกชันนารีของแต่ละโปรแกรมนั้นยังมีจำนวนลิสต์ข้อมูลคำแบบพื้นฐานในดิกชันนารีที่เหมือนๆ กัน

ขอกลับมาที่วลีสุดฮิตของเจเอฟเคอีกทีครับ เมื่อเราจะทำการบีบอัดข้อมูลอันนี้ เริ่มต้นจากการดึงเอาคำที่ซ้ำกันออกมาแล้วใส่เลขดัชนี (index) ให้กับคำนั้น หลังจากที่กำหนดเลขดัชนีให้กับคำที่เราพบว่าเป็นคำซ้ำของคำทั้งหมดในประโยคข้อมูลแล้วคำถามคือ แล้วเราจะทำอะไรต่อไป ? ดูตัวอย่างข้างล่างนี้นะครับ

นี่คือคำซ้ำทั้งหมดหลังจากที่กำหนดเลขดัชนีให้กับมันแล้ว (เลขดัชนีคือเลข 1, 2, 3...ไปเรื่อยๆ จนถึง 8)

1. ask
2. what
3. your
4. country
5. can
6. do
7. for
8. you

USB 3.0 จะมาในไม่ช้า

 

เจ้าโลกอย่างอินเทลกำลังซุ่มปั้นมาตรฐาน USB 3.0 เพื่อรองรับโลกในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า บอกใบ้ได้เลยว่า เร็วกว่าเดิม 10 เท่า แถมกินไฟน้อยกว่าอีกต่างหาก

คงไม่มีมนุษย์คอมพิวเตอร์คนไหนไม่รู้จักอักษร 3 ตัวนี้ U S B มันคือผู้ยิ่งใหญ่ คือมาตรฐานในแง่ของการเชื่อมต่ออุปกรณ์รอบข้างทั้งหลาย แต่แล้วไม่นานก็กลับมีมาตรฐานใหม่ที่ชื่อ FireWire 800 โผล่ขึ้นมา ซึ่งแม้จะยังมีอุปกรณ์จำนวนเพียงหยิบมือเดียวที่รองรับ แต่มันก็ทำให้ USB ไม่สามารถคุยโวในแง่ความเร็วได้อีกต่อไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ไม่สามารถพ่วงคำว่า “ที่สุด” เข้าไปด้วยได้แล้ว

และนี่เองที่เป็นที่มาของยุคที่ 3 ของ USB สงครามเกทับที่คงไม่มีวันจบสิ้น อินเทลเริ่มตีปี๊บมาตรฐานใหม่ ด้วยการจัดตั้ง SuperSpeed USB Promotions Group เพื่อเป็นเครื่องรับประกันว่ามาตรฐานใหม่นี้จะเป็นที่แพร่หลายในหมู่อุปกรณ์ต่อพ่วงไปอีกอย่างน้อย 5 ปี

หัวใจสำคัญในการออกมาตรฐานใหม่ ก็คือเรื่อง Backward Compatible ซึ่งแน่นอนว่าเจ้า 3.0 ก็ย่อมต้องไม่พลาดแน่ๆ มันรองรับการทำงานกับ USB 2.0 หรือแม้แต่ 1.1 พูดในแง่ความเร็ว SuperSpeed USB จะรองรับอัตราการรับส่งข้อมูลที่ระดับสิบเท่าของ 2.0 เดิม คือเพิ่มจาก 480 Mbps กลายเป็น 4.8 Gbps ในขณะเดียวกันกลับบริโภคพลังงานน้อยลง นั่นก็หมายความว่า การก๊อบปี้หนังขนาด 27 GB เข้าไปในอุปกรณ์พกพา จะใช้เวลาเพียง 70 วินาทีเท่านั้น จากเดิมที่ต้องใช้ถึง 15 นาที

ในแง่ของพลังงานแล้วก็จะประหยัดขึ้น เพราะมีการออกแบบกลไกในการสื่อสารใหม่ คอมพิวเตอร์หรือโฮสต์จะถามอุปกรณ์เพียงครั้งเดียวเท่านั้น ว่ามีข้อมูลจะส่งเพิ่มหรือเปล่า จากนั้นก็จะไม่ถามอีกแล้ว เทียบกับแบบเดิมที่คอมพิวเตอร์จะถามอย่างไม่หยุดยั้งเป็นช่วงๆ และเมื่ออุปกรณ์มีข้อมูลใหม่จะส่ง ตัวอุปกรณ์เองนั่นแหละจะเป็นผู้แจ้งให้คอมพิวเตอร์ทราบ ซึ่งการออกแบบลักษณะนี้ก็น่าจะลดการกินไฟไปได้เยอะมากๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งจังหวะที่ไม่มีการส่งข้อมูลกัน (idle) นอกจากนั้นระบบจัดการพลังงานของ USB 3.0 ยังสามารถจัดการกับการบริโภคพลังงานได้ในลักษณะแยกแต่ละลิงก์จากกัน ดังนั้นก็ยิ่งประหยัดไปได้อีกระดับ

อีกประเด็นที่ USB ตัวใหม่อยากจะแก้สิ่งผิดพลาดในอดีตก็คือเรื่อง Virtualization ทาง Promotion Group ต้องการออกแบบให้แน่ใจว่า ซอฟต์แวร์หรือแอพพลิเคชันในระบบ Virtual Machine สามารถเข้ามาใช้งานอุปกรณ์ USB 3.0 ได้โดยไม่ต้องมีซอฟต์แวร์ตัวกลางมาช่วย

ประเด็นสุดท้ายที่น่าสนใจคือเรื่องไดรเวอร์ของอุปกรณ์เก็บข้อมูล ปัจจุบันไดรเวอร์อุปกรณ์เก็บข้อมูลของ USB 2.0 นั้นรองรับความเร็วในการสื่อสารสูงสุดแค่ที่ 32 Mbps ดังนั้นจึงจำเป็นต้องมีการออกแบบโมเดลของไดรเวอร์ใหม่ ซึ่งแม้ว่าจริงๆ แล้ว เรื่องไดรเวอร์ของฮาร์ดดิสก์จะเป็นประเด็นที่อยู่นอกขอบข่ายการออกมาตรฐาน USB แต่ทางกลุ่มทำงานก็อยากจะประสานงานไปทางกลุ่มผู้สร้างไดรเวอร์ฮาร์ดดิสก์ด้วย เพื่อให้มาตรฐาน USB ถูกใช้ประโยชน์เต็มประสิทธิภาพ

เปิดได้หมด!!! หนัง เพลง ดูได้แม้ไม่รู้จักไฟล์

 

ปัญหาน่าปวดหัวของหลายคนที่มักเจอ หลังจากที่ได้รับไฟล์มีเดียจากเพื่อน หรือไฟล์ที่ดาวน์โหลดมาเองจากอินเทอร์เน็ตคือ ไม่สามารถเปิดไฟล์ดังกล่าวเพื่อใช้งานได้ ปัญหานี้เกิดขึ้นค่อนข้างเยอะในยุคที่มีหลากหลายมาตรฐานของนามสกุลไฟล์เช่นปัจจุบัน

จริงๆ แล้วปัญหาประเด็นนี้เราสามารถแก้ไขได้ไม่ยาก เพียงแค่เราทราบว่าไฟล์นามสกุลดังกล่าวต้องเป็นไฟล์ประเภทไหน และใช้โปรแกรมอะไรเปิด หรือหากจะใช้ Windows Media Player จะต้องติดตั้งอะไรเพิ่มเสริมเข้าไปบ้าง

เรื่องนี้ฟังดูง่ายสำหรับบางคน แต่ก็เป็นเรื่องยาก (มาก) สำหรับอีกหลายคนเช่นกัน คอมพิวเตอร์.ทูเดย์ฉบับนี้จึงขอนำคุณสู่หนทางพ้นทุกข์ด้วยสารพัดโปรแกรมที่จะช่วยให้คุณเปิด (ไฟล์) ได้หมด แม้ตัวคุณจะไม่รู้จักไฟล์ดังกล่าวเลย

ประเภทไฟล์เรื่องที่คุณสงสัย

ไฟล์ AVI

สำหรับไฟล์ AVI ถ้าพูดไปแล้วหลายคนต้องรู้จักแน่ๆ เพราะเป็นไฟล์วิดีโอที่ดูผ่านคอมพิวเตอร์ ซึ่งถูกพัฒนาจากไมโครซอฟท์ โดยภายในไฟล์ .avi มาพร้อมกับภาพ และเสียงพร้อมกัน มีความคมชัดของภาพ และเสียงที่สมจริง ส่วนใหญ่จะนำมาเป็นต้นฉบับของไฟล์วิดีโอบนแผ่นดีวีดี

ซึ่งไฟล์ AVI นี้มหลากหลายรูปแบบ ถึงแม้ว่า จะเห็นเป็นไฟล์ .avi ก็ตาม แต่จะแตกต่างกันตามรูปแบบของการ encode ของไฟล์นั้น ไม่ว่าจะเป็น DivX codec, XVID codec เป็นต้น หากเป็นไฟล์ avi ธรรมดาทั่วไปเราก็สามารถใช้โปรแกรม Windows Media Player เปิดดูได้ทันที แต่หากเปิดไม่ได้คงต้องหาโปรแกรมอื่น หรือไม่ก็ต้องไปดาวน์โหลดไฟล์ codec จากเว็บไซต์ของไมโครซอฟท์มาติดตั้งภายในเครื่องถึงจะเปิดได้

วิธีแก้ไขเบื้องต้น หากต้องการเปิดไฟล์ AVI ด้วยโปรแกรม Windows Media Player ก็คือ ให้ไปดาวน์โหลดตัว Codec จากเว็บไซต์ไมโครซอฟท์ (www.microsoft.com) จากนั้นก็ให้ดับเบิลคลิกไฟล์ดังกล่าวเพื่อติดตั้ง Codec เพิ่ม แต่ที่สำคัญโปรแกรม Windows Media Player ของคุณต้องเป็นเวอร์ชัน 11

ไฟล์ XVID

เกิดจากกลุ่มนักพัฒนาอิสระ ที่พัฒนารูปแบบการบีบอัดบนพื้นฐานของ mp4 เหมือนกับ DivX แต่ XviD เป็น Open Source คือ ได้เผยแพร่ให้มีการพัฒนาจากนักพัฒนาทั่วโลก เนื่องจากว่ามาตรฐานการบีบอีกของ XviD ใช้เป็นแบบ ASP (MPEG-4 Advanced Simple Profile) ไฟล์ XviD จึงสามารถเล่นบนโปรแกรมหรือเครื่องเล่น DVD ที่สามารถเล่นไฟล์ MP4 หรือ DivX ได้เช่นกัน ทั้งนี้ทั้งนั้น กรุณาตรวจสอบเครื่องเล่นของท่านตามเว็บไซต์ว่าเครื่องเล่นของท่านสนับสนุนไฟล์ XviD ด้วย หากท่านต้องการเล่นไฟล์ Xvid บนเครื่องคอมพิวเตอร์ท่านจะต้องติดตั้ง Xvid Decoder ซึ่งหาได้ตามเว็บไซต์ทั่วไปเช่นกัน

ไฟล์ DivX

จะมีนามสกุลเป็น .avi หรือ .divx แต่ไฟล์ .avi ไม่จำเป็นต้องเป็นไฟล์ DivX เสมอไป ข้อแตกต่างอีกอย่างหนึ่งระหว่างไฟล์ DivX กับ avi ธรรมดาก็คือ ไฟล์ DivX สามารถเล่นพร้อมกับเลือกแสดง Subtitle ได้ หลายภาษา โดยปรับที่ Remote Control บนเครื่องเล่น dvd หรือ หากท่านใช้โปรแกรมเช่น Windows Media Player เล่นไฟล์ประเภทนี้ ท่านอาจจะต้องติดตั้งโปรแกรม แสดง subtitle เพิ่มเติม เช่นโปรแกรม Direct Vobsub เพื่อให้ subtitle ปรากฏไปพร้อมๆกับการรับชมภาพยนตร์ด้วย

ไฟล์ 3GP

ใครมีมือถือคงต้องรู้จัก 3gp แน่ๆ เพราะเป็นไฟล์วิดีโอที่สามารถเปิดดูได้จากโทรศัพท์มือถือทั่วไป ซึ่งไฟล์ประเภทนี้เป็นไฟล์วิดีโอที่มีขนาดเล็กกว่าไฟล์วิดีโอทั่วไป เพราะด้วยข้อจำกัดของการเปิดดูจำเป็นต้องดูจากโทรศัพท์มือถือเท่านั้น ทำให้ต้องถูกบีบอัดไฟล์ให้มีขนาดเล็ก และสิ่งที่ตามมาก็คือ เมื่อขนาดไฟล์เล็กแล้ว คุณภาพของภาพก็ต้องด้อยลง

แต่หากใครไปดาวน์โหลดไฟล์ 3gp จากอินเทอร์เน็ตแล้วจะมาเปิดดูในคอมพิวเตอร์ โปรแกรมดูหนังทั่วไปไม่สามารถเปิดได้ ต้องใช้โปรแกรม Nokia Multimedia Player หรือไม่ก็ต้องไปดาวน์โหลดโปรแกรมจากอินเทอร์เน็ตมาเปิดดู

ไฟล์ MKV

ไฟล์ประเภทนี้อาจจะไม่ค่อยคุ้นหูสักเท่าไร แต่ถ้าเป็นคนที่ท่องอินเทอร์เน็ตจริงๆ ต้องเคยเจอกันบ้าง ซึ่งไฟล์ประเภท MKV มีรูปแบบคล้ายๆ กับ MP4 หรือ AVI ที่สามารถบรรจุภาพ และเสียง พร้อม subtitle ให้อยู่ในไฟล์เดียวได้ ซึ่งคุณภาพของภาพและเสียงไม่แตกต่างกันเลย แต่สิ่งที่แตกต่างกันก็คือ MKV เป็นไฟล์แบบ Open Source ที่นักพัฒนาทั่วไปสามารถช่วยพัฒนาต่อยอดให้ไฟล์นี้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น

ไฟล์ FLV

หากใครชอบดูวิดีโอผ่านเว็บคงคุ้นเคยกันบ้าง เพราะเป็นไฟล์ที่ใช้กันอย่างแพร่หลายบนเว็บไซต์ที่ให้บริการวิดีโอผ่านเว็บไซต์ ซึ่ง FLV คือไฟล์วิดีโอที่ถูกสร้างจากโปรแกรม Macromedia Flash เป็นไฟล์ที่มีขนาดเล็ก แต่คุณภาพดีกว่าไฟล์ 3gp สามารถเปิดดูได้จากโปรแกรม Flash Player หรือ QuickTime จากแอปเปิ้ลก็ได้ ทำให้หลายเว็บนิยมแปลงไฟล์ให้เป็น FLV เพื่อง่ายต่อการชมผ่านเว็บไซต์

แปลง VCD Karaoke เป็น MP3

 

นอกจากการดูหนัง และฟังเพลงแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ การร้องเพลงคาราโอเกะ ซึ่งมีอยู่ในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ VCD Karaoke ที่มีไฟล์ภาพเคลื่อนไหว พร้อมเสียง นับว่าให้ความบันเทิงได้ดีเป็นอย่างมาก

นอกจากการดูหนัง และฟังเพลงแล้ว ยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ได้รับความนิยมไม่แพ้กันก็คือ การร้องเพลงคาราโอเกะ ซึ่งมีอยู่ในหลายรูปแบบ หนึ่งในนั้นก็คือ VCD Karaoke ที่มีไฟล์ภาพเคลื่อนไหว พร้อมเสียง นับว่าให้ความบันเทิงได้ดีเป็นอย่างมาก แต่ก็ยังมีปัญหาก็คือ ไฟล์ที่ใหญ่ และนำไปใช้กับเครื่องเล่นออดิโอ หรือว่าเอ็มพีสามไม่ค่อยได้ ในฉบับนี้ผมมีวิธีการแปลง VCD Karaoke ให้เป็น MP3 มาฝากครับ
ก่อนอื่นต้องไปดาวโหลดซอฟต์แวร์ที่มีชื่อว่า X2CD มาก่อนครับ จากเว็บไซต์ http://www.x2cd.net แล้วทำการติดตั้งให้เรียบร้อย ซอฟต์แวร์ตัวนี้จะเป็นเวอร์ชันทดลอง สามารถใช้งานได้ปกติทุกอย่าง มีข้อจำกัดเพียงเรื่องของจำนวนไฟล์ที่เราจะแปลงแต่ละครั้งเท่านั้น ซึ่งไม่เกิน 5 ไฟล์ต่อครั้ง
---------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อติดตั้งซอฟต์แวร์เสร็จแล้ว ให้เปิดซอฟต์แวร์ขึ้นมา ซึ่งจะมีหน้าจอพร้อมไอคอนต่างๆ ให้เราเลือกใช้ ในกรณีที่เราจะแปลง VCD Karaoke นั้นจะต้องมีการเพิ่มไฟล์ที่จะแปลงเอง
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------

คลิ้กที่รูปโฟลเดอร์ เพื่อเพิ่มไฟล์ อย่าลืมใส่แผ่น VCD Karaoke ด้วยนะครับ จากนั้นจะมีหน้าต่างขึ้นมา ซึ่งเราจะต้องไปที่โฟล์เดอร์สำหรับเก็บไฟล์ VCD Karaoke ส่วนใหญ่จะอยู่ในโฟลเดอร์ MPEGAV ตรงนี้ให้เลือกไฟล์ที่ต้องการแปลง จะเลือกไฟล์เดียว หรือคลิ้กเลือกหลายๆ ไฟล์ก็ได้ หากไม่แน่ใจไฟล์ไหนว่าเป็นเพลงอะไร ก็ดับเบิ้ลคลิ้กเพื่อดูให้แสดงไฟล์ VCD Karaoke ได้เลย
------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อเลือกเสร็จแล้ว จากนั้นเราจะมาเลือกไฟล์ที่ต้องการแปลง ซึ่งก่อนการแปลงเราสามารถกำหนดค่าต่างๆ ให้กับไฟล์ได้ โดยคลิ้กเมาส์ขวาที่ชื่อไฟล์ แล้วเลือก Set ID3 info ให้เราใส่ค่าต่างๆ ที่ต้องการไป ไม่ว่าจะเป็นชื่อเพลง ชื่อนักร้องและรายละเอียดต่างๆ จากนั้นก็คลิ้ก Save ID3 ครับ
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

ต่อไปเราต้องกำหนดรูปแบบของไฟล์ว่าจะให้เป็น WAV หรือ MP3 ให้เลือกอยู่ทางด้านล่างครับ ถัดไปอีกทางด้านขวาเราจะกำหนดโฟลเดอร์สำหรับเก็บไฟล์ที่แปลงแล้ว อันนี้แล้วแต่ผู้ใช้ครับว่าจะเก็บไว้ไหน เมื่อกำหนดเสร็จแล้ว เราก็มาเริ่มกันเลย
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่อพร้อมแล้วเราจะเริ่มการแปลง ก็ให้คลิ้กไอคอนทางด้านซ้าย ซึ่งหน้าตาก็ดูได้จากรูปครับ เมื่อคลิ้กแล้ว จะมีหน้าจอ Output format setting ขึ้นมา ให้เลือกความถี่ที่ต้องการ และบิตเรตได้ แนะนำว่าให้เลือก Frequency เป็น 44100 Hz ส่วน MP3 bitrate เป็น 128 kbits/s ซึ่งเป็นมาตรฐาน หากต้องการคุณภาพเสียงที่ดีกว่านี้ก็เลือกปรับให้สูงกว่านี้ได้ครับ เมื่อเสร็จแล้วก็คลิ้กที่ Continue
-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

จะมีหน้าจอแสดงการแปลงไฟล์ให้เราเห็นใช้เวลาไม่นานครับ 1 ไฟล์ประมาณไม่เกิน 1 นาที ในเพลงที่มีความยาวประมาณ 3 - 4 นาที เมื่อเสร็จแล้ว เราก็ไปลองดูกันครับว่าไฟล์ที่แปลงได้นั้นปกติดีหรือไม่
---------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
สำหรับไฟล์ที่ได้มาจะเป็นไฟล์ MP3 นะครับ สามารถนำไปฟังได้ทันที เสียงที่ออกมาจะถูกแยกเป็นลักษณะเสียงร้องจะอยู่ลำโพงด้านขวา หากต้องการร้องเป็นคาราโอเกะ ก็ให้เลือกเปิดเสียงแบบ MONO หรือว่าให้เล่นเฉพาะเสียงจากลำโพงด้านซ้าย ทีนี้คุณก็จะมีไฟล์คาราโอเกะแบบ MP3 ไว้ร้องกันแล้ว

*Speed up by Disable เร่งเครื่องให้เต็มที่ ด้วยวิธีพอเพียง

 

ปัญหาเครื่องคอมพิวเตอร์ทำงานช้านั้นผมเชื่อว่าเป็นสิ่งที่หลายๆ คนต้องเคยเจออย่างแน่นอน หรืออาจจะกำลังเจอกันอยู่ หลังจากที่เพิ่งฟอร์แมตเครื่องไปเมื่อปีใหม่ที่ผ่านมาแค่เดือนเดียวเท่านั้นเอง ปัญหานี้ส่วนใหญ่แล้วเกิดจากผู้ใช้งานระบบปฏิบัติการวินโดวส์ซะด้วย นั่นเพราะว่าวินโดวส์ไม่ดีหรือว่าเราไม่ไม่เข้าใจมันกันแน่นะ?

ความอืดที่แลกมาเพื่อความสะดวก

จริงๆ แล้วระบบปฏิบัติการทุกตัวก็คงไม่ได้แตกต่างกันมากในเรื่องของประสิทธิภาพหรอกครับ เพราะมันก็เป็นซอฟต์แวร์เหมือนๆ กัน มันขึ้นอยู่กับว่าซอฟต์แวร์นั้นถูกพัฒนาขึ้นมาอย่างไร และให้คอมพิวเตอร์ประมวลผลอะไรบ้างเท่านั้นเอง และระบบปฏิบัติการวินโดวส์ก็เป็นตัวอย่างที่ดีในเรื่องของประสิทธิภาพเมื่อเทียบกับระบบปฏิบัติการตัวอื่นๆ

ถ้าลองไปถามใครต่อใครว่าระบบปฏิบัติการตัวไหนที่เร็วที่สุด คงไม่มีใครพูดถึงวินโดวส์จริงไหมครับ แล้วถ้าพูดถึงระบบปฏิบัติการที่ใช้งานง่ายและสะดวกที่สุดล่ะ แน่นอนส่วนใหญ่คงหนีไม่พ้นวินโดวส์นั่นเอง ดังนั้นจากจุดนี้เองวินโดวส์ได้รับการออกแบบมาให้ใช้งานได้สะดวกจึงทำให้มันมีการทำงานที่ค่อนข้างซับซ้อนและมีการทำงานเพื่อเตรียมความพร้อมให้รองรับการใช้งานด้านต่างๆ กับผู้ใช้ไว้เสมอ ซึ่งบางครั้งก็ต้องยอมรับล่ะครับ ว่าเราก็ไม่ได้ใช้

คุณเคยสังเกตกันบ้างหรือไม่ครับว่าระบบปฏิบัติการวินโดวส์ที่คุณใช้อยู่นั้นสามารถทำงานได้ดีมาก จะทำโน่น ทำนี่ก็สามารถทำได้ทุกอย่าง ง่ายไปหมด จะติดตั้งโปรแกรม หรือจะใช้งานอุปกรณ์อะไรก็สามารถรองรับได้หมด แล้วคุณคิดว่าความสามารถทั้งหมดจะต้องการโค้ดหรือชุดคำสั่งที่มีความสลับซับซ้อนมากเพียงใด และโค้ดคำสั่งเหล่านี้จะต้องใช้การประมวลผลจากซีพียูแค่ไหน

Service ต่างๆ ในวินโดวส์

จริงอยู่ว่าคุณอาจจะไม่ได้ใช้งานฟังก์ชันทั้งหมดที่มันใส่มาในระบบ  แต่ว่าของอย่างนี้ก็เลือกไม่ได้หรอกครับ คนที่พัฒนาซอฟต์แวร์ก็ต้องออกแบบให้มีความสมดุลและเอื้ออำนวยให้กับผู้ใช้ทุกๆ กลุ่ม นั่นจึงเป็นสาเหตุที่ภายในเครื่องของเรามีฟังก์ชันการทำงานที่ถูกเปิดทิ้งไว้มากมาย โดยที่เราแทบจะไม่เคยได้ใช้ หรือไม่เคยรู้เลยด้วยซ้ำว่ามีมันอยู่ในระบบด้วย

Service ต่างๆ ที่รันอยู่ในวินโดวส์ ลองเลื่อนแถมลงมาดูน่าจะนับได้ราวๆ ครึ่งร้อย

Service ถือว่าเป็นรูปแบบการทำงานของโปรแกรมภายในวินโดวส์อย่างหนึ่ง โปรแกรมที่อยู่ในกลุ่ม Service นี้จะคอยทำหน้าที่ช่วยเหลือผู้ใช้ในด้านที่มันรับผิดชอบ โดยจะคอยทำงานอยู่เบื้องหลัง จะว่าไปก็เหมือนกับโปรแกรมที่ทำงานในลักษณะ Background นั่นเอง แล้วคุณลองคิดถึงซิครับว่าถ้ามี Service ทำงานอยู่ประมาณ 30 ตัว เครื่องจะช้าลงขนาดไหน ทั้งๆ ที่คุณอาจจะได้ใช้งานมันไม่ถึง 10 ตัวเลยด้วยซ้ำไป

เปิดใช้ Service ให้พอเพียง อย่างเพียงพอ

สมัยนี้เป็นยุคพอเพียงครับ ดังนั้นเราจึงควรจะต้องปิด Service ที่ไม่จำเป็นทิ้ง เพื่อให้คอมพิวเตอร์เอาเวลาที่ต้องไปประมวลผล Service เหล่านี้มาประมวลผลงานที่เราทำจะดีกว่า มาถึงนี้เราจะเข้าไปปิด Service ได้อย่างไร แล้วจะรู้ได้ยังไงว่าตัวไหนใช้บ้าง ไม่ใช้บ้าง เราจะไปดูพร้อมๆ กันเลยครับ

วิธีในการเข้าไปจัดการกับ Service

สำหรับ Service ในวินโดวส์นั้น คุณสามารถที่จะเข้าไปจัดการมันได้โดยมีวิธีการคือไปที่ปุ่ม Start แล้วเลือกคำสั่ง Run จากนั้นพิมพ์ service.msc ลงไปแล้วกดปุ่ม OK หน้าต่าง Service ก็จะรันขึ้นมาครับ โดยในนั้นจะมี Service มากมายในคุณได้ปรับการทำงาน (Startup Type) โดยจะแบ่งรูปแบบการตั้งค่าดังนี้

  • Automatic ให้เริ่มทำงานโดยอัตโนมัติทุกครั้งที่คุณเปิดเครื่องและบูตเข้าสู่วินโดวส์
  • Manual ไม่ให้เริ่มทำงานเอง แต่จะสามารถสั่งให้หยุดหรือเริ่มการทำงานได้โดยผู้ใช้เอง หรือโปรแกรมบางตัว
  • Disable เป็นการปิดการทำงานของ Service ไม่ให้เริ่มการทำงาน

โหมด Startup ของ Service มีอยู่ด้วยกันหลัก 3 แบบแล้วแต่รูปแบบการใช้งาน

Service ไหนปิดได้บ้าง

เนื่องจาก Service ของระบบวินโดวส์มีอยู่มากมาย บางตัวเป็น Service ของโปรแกรมต่างๆ ที่เราติดตั้งไว้ และบางตัวก็เป็น Service ของระบบเอง ดังนั้นจึงต้องทราบก่อนว่า Service ไหนเป็นของอะไรและจะต้องใช้งานหรือไม่ จึงค่อยตัดสินใจปิดนะครับ เราไปดูกันเลยดีกว่ามี Service อะไรบ้างที่น่าจะปิดกันได้

ใช้คำสั่ง Run แล้วพิมพ์ service.msc เพื่อเข้าสู่หน้าจอ Service

หน้าจอ Service จะมีรายชื่อของ Service ในเครื่องคุณมากมาย

ดับเบิลคลิกที่ชื่อ Service เพื่อตั้งค่าเกี่ยวกับ Service นั้น

 

คุณสามารถคลิกขวา แล้วสามารถเลือก Start และ Stop เพื่อเริ่มและหยุดการทำงานของ Service ได้ทันที

*Speed UP!! เครื่องแรงได้ แบบไม่เสียตังค์สักบาท!

 

เป็นเรื่องปกติที่ไม่ว่าใครต่างก็อยากให้เครื่องคอมพ์ของตัวเองทำงานได้อย่างรวดเร็ว-ราบรื่นไปพร้อมๆ กัน เพื่อตอบสนองการใช้งานในด้านต่างๆ ซึ่งทุกวันนี้ก็คงหนีไม่พ้นเรื่องของการโหลดบิตทอเร้นต์และการดาวน์โหลดไฟล์หรือข้อมูลต่างๆ จากบนเว็บไซต์ ไม่ก็ใช้งานโปรแกรมได้อย่างคล่องแคล่วว่องไว ยิ่งเร็วเท่าไหร่ก็ยิ่งดีเท่านั้น เพราะเวลาแต่ละวินาทีนั้นแสนมีค่า จะให้มานั่งทนดาวน์โหลดไฟล์แค่ไม่กี่สิบกี่ร้อยเมกะไบต์กันเป็นวันๆ ก็คงไม่มีใครเล่นด้วยแน่ เพราะไหนๆ เราก็ลงทุนติดตั้งไฮสปีดอินเทอร์เน็ตที่ไวกว่าโมเด็ม 56K เกลอเก่าในอดีต ทั้งยังอัพเกรดเครื่องกันไปแล้วจนกระเป๋าแทบฟีบ

แต่ถึงแบบนั้นก็คงมีอยู่บ้างใช่ไหมครับที่คุณอาจรู้สึกว่าผลที่ได้รับตอบกลับมานั้นยังไม่ค่อยน่าพอใจสักเท่าไรนัก เป็นต้นว่าจู่ๆ วินโดวส์กลับทำงานได้อืดลงเรื่อยๆ จนเปิดดูข้อมูลในโฟลเดอร์ได้ช้ากว่าที่เคยเป็น หรือความเร็วในการสูบไฟล์ทอเร้นต์ตกฮวบลงมาเอาดื้อๆ ซึ่งบางทีก็อาจเป็นปัญหาทางเทคนิคอย่างชุมสายมีปัญหา หรือไม่อย่างนั้นก็อาจเป็นปัญหาที่มาจากวินโดวส์ของคุณเองเข้าก็ได้ (แต่ไม่ได้หมายความว่าเครื่องคอมพิวเตอร์ของคุณเสียหรอกนะครับ) ซึ่งถ้าเป็นปัญหาอย่างหลังนี้ละก็ คอมพิวเตอร์ทูเดย์ฉบับนี้มีวิธีเสริมพลังเด็ดๆ มาแนะนำให้คุณสำหรับพาวเวอร์อัพวินโดวส์เอ็กซ์พี ให้แรงเร็วแบบไร้สะดุดสำหรับการใช้งานโดยเฉพาะเลยครับ

ปรับแต่งวินโดวส์ XP ให้สดใสว่องไวเหมือนใหม่

เมื่อเราใช้งานคอมพิวเตอร์ไปนานๆ เข้าก็คงเริ่มรู้สึกได้ทันทีว่าการทำงานของมันเริ่มจะอืดขึ้นเรื่อยๆ ดีไม่ดีคุณจะพบว่ามันอืดกันตั้งแต่ช่วงเปิดเครื่องเพื่อโหลดเข้าหน้าต่างวินโดวส์กันเลยทีเดียว อันที่จริงแล้วอาการช้าของมันที่เกิดขึ้นส่วนใหญ่นั้นก็มาจากการใช้งานอันหนักหน่วงของยูสเซอร์นี่เอง

ไม่ว่าจะเป็นการลงโปรแกรมใหม่ๆ อัดเข้าไปเยอะแยะ การสั่งใช้งานให้โปรแกรมรันบน System Tray แบบเงียบๆ โดยที่คุณไม่รู้ตัว ไฟล์ขยะที่หลงเหลือจากการทำงานหรือการท่องอินเทอร์เน็ต ไม่ก็เปิดเอฟเฟ็กต์บนวินโดวส์ไว้เต็มอัตราศึกโดยไม่จำเป็น ฯลฯ ทั้งหมดที่ว่ามานี้เป็นเพียงส่วนย่อยเพียงหยิบมือของสาเหตุที่ทำให้วินโดวส์ทำงานช้าลง ดังนั้นเรามาดูกันดีกว่าครับว่าต้องทำอย่างไรบ้างวินโดวส์ตัวเก่งของเราจึงจะกลับมาแรงเร็วเหมือนใหม่กันอีกครั้ง

1.เพิ่มพื้นที่ว่าง (ไว้หายใจ) ให้ฮาร์ดดิสก์

สิ่งที่หลายคนลืมนึกถึงกันก็คือเรื่องใกล้ตัวอย่างพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ครับ ยิ่งมีพื้นที่เหลือไว้มาก การทำงานของวินโดวส์ก็จะไวขึ้นตามไปด้วย อย่าลืมครับว่าวินโดวส์นั้นทำงานร่วมกับฮาร์ดดิสก์หลายอย่าง ทั้งการใช้เป็นพื้นที่หน่วยความจำเสริมชั่วคราว (เมื่อแรมไม่พอ) ใช้เป็นที่จัดเก็บ System Restore สำหรับป้องกันเวลาวินโดวส์มีปัญหา และเรื่องจุกจิกอีกมากมาย ดังนั้นการเคลียร์ขยะและโปรแกรมใช้งานที่ไม่จำเป็นออกไปจากฮาร์ดดิสก์จะช่วยให้การทำงานของวินโดวส์ไหลลื่นมากขึ้นซึ่งมีอยู่ด้วยกันหลายวิธีดังต่อไปนี้ครับ

  • ไปยัง Start Menu-> All Programs-> Accessories-> System Tools-> Disk Cleanup เพื่อให้โปรแกรมคำนวณหาค่าพื้นที่ฮาร์ดดิสก์คร่าวๆ ที่คุณจะได้คืนมาจากการลบไฟล์ขยะและโปรแกรมพื้นฐานบนวินโดวส์ที่ไม่จำเป็นกับคุณ เช่นไฟล์ Temporary หรือขยะใน Recycle Bin โดยสามารถเลือกลบไฟล์และโปรแกรมได้จากหน้าต่าง Disk Cleanup นี้เลย
  • ลบไฟล์ขยะโดยไปที่ Start Menu-> Run พิมพ์ %temp% กดปุ่ม ok จะเห็นว่ามีไฟล์ขยะยั้วเยี้ยไปหมดดังนั้นจัดการลบมันทิ้งไปจากโฟลเดอร์นี้ให้เรียบอาวุธซะ (ก่อนลบให้แน่ใจว่าไม่ได้เปิดโปรแกรมอะไรอยู่ด้วยนะครับ)
  • ลบโปรแกรมที่ไม่จำเป็นออกไปจากเครื่องบ้างโดยไปที่ Start Menu-> Control Panel-> Add or Remove Programs แล้วลองตรวจดูว่าคุณมีโปรแกรมไหนบ้างที่ลงไว้แล้วไม่ได้แตะมันเลย ลบไปบ้างครับอย่าเสียดายโดยใช่เหตุ (ผมเห็นเพื่อนผมมันลงโปรแกรมดูหนังไว้สองสามตัวแต่เปิดใช้บ่อยแค่ตัวเดียว... เพื่ออะไรเนี้ย -*-)

  • ปรับลดพื้นที่ของ System Restore โดยคลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer บนเดสก์ทอปเลือกเมนู Properties-> System Restore จากนั้นคลิ้กที่ปุ่ม Settings เพื่อปรับลดขนาดพื้นที่ซึ่งวินโดวส์จองไว้บนฮาร์ดดิสก์ให้ลดลงมาประมาณที่ 4 – 5 เปอร์เซ็นต์ (จาก 12 เปอร์เซ็นต์) ความจริงจะปิดการทำงานของมันไปเลยก็ได้เพราะจะได้พื้นที่คืนมาเยอะแยะเลย แต่ไม่แนะนำครับ
  • ลบโปรแกรมที่มาพร้อมกับวินโดวส์ XP ออกไป เนื่องจากโปรแกรมที่มากับตัววินโดวส์นั้นจะไม่มีรายการใน Add Remove เพราะถูกซ่อนเอาไว้ ดังนั้นเราต้องไปลากมันออกมาโดยไปที่ Start-> Setting-> Control Panel-> Folder option เลือกแท็บ view แล้วติ้กเลือก show hidden files... เพื่อให้วินโดวส์โชว์ไฟล์ที่ซ่อนไว้
  • จากนั้นไปที่ Start-> Run พิม inf หาไฟล์ sysoc.inf ดับเบิลคลิ้กเปิด notepad แล้วมองหาโปรแกรมที่ต้องการลบ เมื่อเจอให้ลบคำว่า hide ออกไป (เฉพาะโปรแกรมที่ต้องการลบ) เสร็จแล้วจัดการเซฟ สุดท้ายไปที่ Add Remove เพื่อลบมันออกไป
  • ปรับขนาดของถังขยะ Recycle Bin เพื่อเพิ่มพื้นที่ในการใช้งาน โดยคลิ้กขวาที่ถังขยะ เลือกไป Propoties ปรับตรงเปอร์เซ็นต์ (จากเดิมคือ 20%) ปรับเป็น 4 เปอร์เซ็นต์ จะสามารถเพิ่มพื้นที่ของฮาร์ดดิสก์ได้ถึง 16 เปอร์เซ็นต์เชียวครับ
  • สุดท้ายเป็นการลบขยะในรีจีสทรีซึ่งเป็นไฟล์ของระบบที่มีการเก็บค่าการลงทะเบียนหรือค่าตั้งต้นต่างๆ ของโปรแกรมที่ติดตั้งลงในเครื่อง ในเวลาที่คุณลบโปรแกรมออกไปบางครั้งมันจะยังมีสิ่งหลงเหลือฝากไว้ เมื่อผ่านไปนานเข้าจะทำให้รีจีสทรีมีขนาดใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ
  • ขยะเหล่านั้นจะส่งผลให้เครื่องทำงานช้าลง หากลบออกก็จะช่วยลดเวลาในการอ่านรีจีสทรี ของวินโดวส์ลงด้วย แต่การแก้ไข รีจีสทรีเป็นสิ่งที่ค่อนข้างอันตรายสำหรับมือใหม่ ถ้าลบผิดไปละก็อาจทำให้ถึงกับบูตเครื่องไม่ติดเลยก็เป็นได้ ดังนั้นทางที่ดีใช้โปรแกรมช่วยจะลดการเสี่ยงได้มากกว่าครับ โดยใช้ Easy Cleaner (http://www.docsdownloads.com/download/EClea2_0.exe) ขนาด 2.81 เมกะไบต์
  • เปิดโปรแกรม Easy Cleaner 2.0 ขึ้นมาแล้วเลือกไอคอนรีจิสทรี จากนั้นคลิ้กปุ่ม Find เพื่อค้นหาขยะในรีจิสทรีที่เหลือติดค้างอยู่แล้วรอโปรแกรมค้นหาสักพัก จากนั้นกดปุ่มลบทิ้งให้หมดเป็นอันเสร็จ

2. สวยน้อยหน่อย เร็วขึ้น (อีก) หน่อย

ถึงแม้ว่าวินโดวส์เอ็กซ์พีจะมีอินเทอร์เฟซและเอฟเฟ็กต์สวยงามสู้วิสต้าไม่ติดฝุ่น แต่มันก็สามารถทำให้เครื่องคุณอืดได้อยู่ดี (แต่ก็น้อยกว่าวิสต้าละ...) ทว่ามีเอฟเฟ็กต์หลายๆ ตัวที่ดูไม่จำเป็นนักเพราะถ้าไม่สังเกตกันดีๆ ก็แทบมองไม่เห็นเลยด้วยซ้ำไป ดังนั้นเราจะมาปิดมันลง ณ บัดนาว

  • คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer เลือกเมนู Properties-> Advanced ตรงหัวข้อ Performance คลิ้ก Settings ทีนี้สังเกตดูจะเห็นว่ามี 4 หัวข้อหลักสำหรับปรับแต่งเอฟเฟ็กต์ 1. Let Windows choose what's best for my computer การให้วินโดวส์เลือกฟังก์ชันที่เหมาะสมกับเครื่องของคุณเองอัตโนมัติ 2. Adjust for best appearance สั่งปรับเอฟเฟ็กต์ทั้งหมดแบบสวยเต็มสูบ (แต่อาจทำให้การทำงานช้าลงบ้างสำหรับเครื่องสเปกต่ำ 3. Adjust for best performance เป็นการสั่งปรับให้ลดความสวยลงเพื่อเน้นการทำงานที่รวดเร็ว และ 4. Custom เอาไว้ปรับแต่งเพิ่มลดเอฟเฟ็กต์กันเอาเอง

3. ย้ายหน่วยความจำเสมือน ลดภาระไดร์ฟระบบ

ไดรฟ์ระบบ (ไดรฟ์ที่ลงระบบปฏิบัติการวินโดวส์) จะเป็นไดรฟ์ที่ต้องรับภาระหนักทั้งการเรียกใช้โปรแกรมต่างๆ หรือกระทั่งไฟล์ระบบ อีกทั้งยังต้องเผชิญปัญหาเรื่องข้อมูลที่กระจัดกระจาย (Fragment) ซึ่งเกิดจากการที่ไดรฟ์มีการอ่านเขียนข้อมูลอยู่ตลอดเวลา ดังนั้นไม่ใช่เรื่องแปลกถ้าการทำงานจะยิ่งช้าลงเรื่อยๆ หากคุณไม่จัดเรียงข้อมูลให้กับมันบ้าง (Defragment) เพื่อให้สามารถเรียกอ่านข้อมูลได้ไวขึ้น และถ้าจะให้ดีก็ควรย้าย Pagefile (ซึ่งมีการอ่าน-เขียนไฟล์บ่อยๆ) ไปไว้ยังไดรฟ์อื่นที่ไม่ใช่ไดรฟ์ระบบเพื่อเป็นการลดภาระลงและช่วยให้การทำงานรวดเร็วขึ้น

  • คลิ้กขวาที่ไอคอน My Computer เลือกเมนู Properties-> Advanced-> Performance กด Settings ตรงแท็บ Advanced หัวข้อ Vitual Memory เลือกคลิ้กปุ่ม Change เลือกไดรฟ์ C: จากนั้นคลิ้กเลือกที่ No paging file แล้วกดปุ่ม Set เพื่อลบค่าที่ตั้งไว้
  • เลือกไดรฟ์อื่นที่คุณจะใช้จัดเก็บ Pagefile แทน (เช่น D:, E:, F) กดเลือก Custom size ปรับขนาดให้เหมาะสมทั้งค่า Initial size และ Maximum size จากนั้นกดปุ่ม Set เพื่อตั้งใช้ค่าที่ระบุลงไป
  • การตั้งค่า Initial size และ Maximum size ที่เหมาะสมนั้นให้คุณดูจากแรมที่มีในเครื่องของคุณเป็นหลักครับ หากว่ามีแรมน้อยกว่า 512 ให้เอาความจุแรมไปคูณกับ 1.5 เช่น แรม 256 จะเท่ากับ 256*1.5 = 384 ซึ่ง Initial size จะใส่ไป 256 ส่วน Maximum size เป็น 384 ยกเว้นว่าคุณมีแรมมากกว่า 512 อันนี้ให้ใส่ค่าแรมลงไปที่ Initial size ได้เลย ดังในรูปตัวอย่าง เครื่องผมมีแรมอยู่ 2 กิกะไบต์ = 2046 ดังนั้นค่า Maximum size ผมจะบวกเพิ่มไป 1 เท่าคือ 4092 นั่นเอง
  • การจัดเรียงไฟล์จะช่วยให้ระบบทำงานเร็วขึ้น Paging file ก็เหมือนกันครับ แต่ Defragment ของ Windows จะไม่สามารถจัดเรียงไฟล์ Paging file ได้ ดังนั้นคุณจำเป็นต้องมีโปรแกรมเฉพาะสำหรับมันโดยเฉพาะ สามารถดาวน์โหลดได้ที่ http://download.sysinternals.com/Files/PageDefrag.zip ครับ (ขนาด 70 กิโลไบต์)

การใช้งานนั้นไม่ยากเย็นเลย เมื่อเปิดโปรแกรมขึ้นมาผมแนะนำให้คุณติ๊กเลือกไว้ที่ Defragment at next boot เพื่อสั่งให้มัน Defragment แบบอัตโนมัติเมื่อบูตเข้าวินโดวส์ครั้งถัดไป